11 พฤษภาคม 2562 วิกฤตแม่น้ำโขง! ฟังเสียงชุมชนริมน้ำที่ได้รับผลกระทบหนักจาก 'เขื่อน'

ที่มา: https://www.naewna.com/likesara/413003

กองเลขาเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ลงพื้นที่เยี่ยมยามถามข่าวและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับชุมชนริมฝั่งโขง รวมถึงการให้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการฟ้องศาลปกครองคดีเขื่อนไซยะบุรีของชาวบ้าน 37 ราย ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งปัจจุบันนี้คดียังอยู่ในขั้นตอนอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังได้รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน และระบบนิเวศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมการติดตามเฝ้าระวังติดตามผลกระทบ หลังจากที่เขื่อนไซยะบุรีประกาศขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 175 เมกะวัตต์ และจะส่งขายไฟฟ้าเชิงพานิชย์อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ คณะทำงานได้เริ่มต้นตระเวนรับฟังความเห็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน ณ ศาลาประชาคมริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านโนนหลักศิลา ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  โดยในการประชุมมีตัวแทนผู้ฟ้องคดีศาลปกครองจาก จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดนครพนม และชาวบ้านเป็นเกษตรกร คนปลูกผัก คนหาปลา ผู้เลี้ยงปลากระชัง และชาวบ้านจากชุมชนริมลำน้ำสาขา ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำโขงกว่า 70 คน เข้าร่วม ผู้ประสานงานจาก International Rivers เล่าว่าปัจจุบันการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักตอนบนในจีน ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 11 เขื่อน เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยในฤดูแล้ง เขื่อนเหล่านี้ได้กักเก็บน้ำไว้กว่าครึ่งหนึ่ง ขณะที่แผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างมีทั้งหมด 11 โครงการ เขื่อนที่กำลังก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จคือ เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง จะเริ่มผลิตไฟฟ้าในปีนี้ โดยร้อยละ 95 ไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี จะส่งขายให้ประเทศไทย ผ่าน กฟผ. ในเดือนตุลาคม ส่วนเขื่อนดอนสะโฮง กำลังผลิตติดตั้ง 260 เมกะวัตต์ มีแผนส่งขายให้กับกัมพูชาและใช้ภายในประเทศลาว ส่วนโครงการเขื่อนที่ดำเนินกระบวนการแจ้ง ปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 คือ โครงการเขื่อนปากแบง กำลังผลิตติดตั้ง 990 เมกะวัตต์และโครงการเขื่อนปากลาย กำลังผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ทั้ง 2 โครงการมีบริษัทสัญชาติจีนเป็นผู้พัฒนาโครงการ อย่างไรก็ตามโครงการยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้าง ผู้ประสานงานฯ กล่าวว่าเมื่อปีที่ผ่านมาเกิดกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก เป็นภัยพิบัติต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกว่า 14.000 คน ที่เมืองสนามไซยและแขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของลาว หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวรัฐบาลลาวสั่งให้ตรวจสอบศักยภาพและมาตรฐานการบริหารจัดการน้ำของแต่ละเขื่อน ทำให้เขื่อนต่างๆ บนแม่น้ำสาขาใน สปป.ลาว ต้องระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมริมฝั่งโขง ดังที่ประสบกับชาวบ้านในเขตประเทศไทยหลายหมู่บ้าน สำหรับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงตอนบน ในเชียงราย ก็ได้รับผลกระทบจากเขื่อนจีน ที่ปล่อยน้ำมากถึง 2,000 -3,000 ลบ.ม./วินาที นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 ช่วงเดือนภุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา เขื่อนไซยะบุรีได้เริ่มทดลองการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงในพื้นที่หลวงพระบาง เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เมตร ในขณะที่ระดับน้ำในเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อำเภอสังคม อำเภอเมืองหนองคาย มีระดับน้ำสูงกว่าปี 2561 ถึง 1-2 เมตร “การขึ้นลงของระดับน้ำโขงที่ไม่ปกติ พบว่าทำให้หาดทรายเปลี่ยนทิศทางหลายแห่ง บางพื้นที่หาดทรายไม่มี เช่น แก่งคุดคู้ อำเภอเชียงคาน และพันโขดแสนไคร้ ตำบลบ้านม่วง เป็นต้น ประเด็นสำคัญคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง พิสูจน์ชัดมาหลายปีมากกว่าเกิดจากใช้งานของเขื่อนจีน แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมโขงยังไม่มีกลไกใดๆ ที่จะเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ยิ่งในปีนี้เมื่อเขื่อนไซยะบุรีที่กำลังเริ่มผลิตไฟฟ้า และตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เพียง 200 กิโลเมตรเท่านั้น  และยังเป็นเขื่อนที่สร้างโดยบริษัทสัญชาติไทยอีก เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยที่อยู่ริมฝั่งโขงต้องร่วมกันคิดว่าจะสร้างกลไกการติดตามผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะเกิดขึ้น ว่าจะต้องทำอย่างไร”  ผู้ใหญ่บ้านพระกลางท่า หมู่ 2 เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบข้ามพรมแดนว่า เดิมพื้นที่หมู่บ้านมีหาดทรายสวยงาม เลื่องชื่อของอำเภอคือ หาดทรายทอง เป็นหาดทรายธรรมชาติที่ทอดยาวนับกิโลเมตรทางฝั่งโขงของไทย ช่วงเดือนมีนาคม ชาวบ้านจะลงไปจัดเตรียมพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อน นับว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นเป็นอย่างมากต่อเนื่องกันมาหลายปี แต่ในปี 2561-2562 ในเดือนเมษายน ระดับน้ำโขงกลับสูงขึ้นแบบกะทันหัน ทำให้หาดทรายทองหายไป ดอนทรายที่เป็นหัวหาดถูกพัดพาให้หายไป ทรายที่ตกมาแทนเป็นทรายแข็ง ปีนี้ทางอบต.พระกลางทุ่ง เตรียมที่จะลงไปปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยว ปรากฏว่า น้ำโขงไม่ลดลงเลย ทำให้หาดไม่โผล่ เป็นที่น่าเสียดายด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีคุณภาพลดลง แม้ว่าปีที่แล้วระดับน้ำโขงจะสูงมาก มีตะกอนตกทับมายังตลิ่ง แต่กลับเป็นดินแข็ง และมาพร้อมกับหญ้าชนิดใหม่คือ หญ้าอ้อยหนู ขึ้นกระจายไปทั่วพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ยากขึ้นต้องเสียเวลากำจัดและต้องใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น แต่เดิมนั้นพื้นที่ชานตลิ่งริมฝั่งโขงป็นแหล่งปลูกมันแกว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ขึ้น หรือแม้จะขึ้นก็หัวขนาดเล็ก ไม่กรอบอร่อยเหมือนเคย ที่สังเกตเห็นคือดินไม่ดีเหมือนเดิม แม้ว่าน้ำจะหลากท่วมสูง แต่แม่น้ำโขงกลับไม่ได้พัดพาตะกอนที่อุดมสมบูรณ์มาเช่นแต่ก่อน เกษตรกรจากปากแม่น้ำก่ำ เล่าว่าปากเป่ง เป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลักของชาวบ้าน ช่วงน้ำลดประมาณ 6 เดือนชาวบ้านจะลงไปปลูกพืชผักสวนครัว ทั้งกะหล่ำ ผักกาดหอม หอม ผักชี มะเขือเทศ ฯลฯ เป็นแหล่งรายได้สำคัญ เมื่อน้ำขึ้นในเดือนกรกฎาคม -พฤศจิกายน ก็หยุดปลูก เป็นช่วงของการพักผ่อนของชาวบ้าน ซึ่งปกติแล้วถ้าน้ำท่วมหลากพื้นที่ชาวบ้านจะดีใจมาก เพราะว่าดินจะงาม ฮิวมัสสูงปลูก อะไรก็งาม ไม่ต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีเลย แต่เมื่อปี 2561 เกิดน้ำหลากท่วมหนักในพื้นที่เกษตรรวมทั้งบ้านเรือน นานเกือบ 3 เดือน ทั้งจากระดับน้ำโขงที่หนุนและน้ำท่วมที่หลากมาจากจังหวัดสกลนคร หลังน้ำลดก็ลงไปปลูกผักเช่นเคย แต่ปรากฏว่า พืชผักไม่งามเหมือนแต่ก่อน คือ “ดินมันแหล” ไม่มีธาตุอาหาร สภาพดินแข็ง และไม่มีความชื้น เมื่อปลูกมันเภากลับต้องรดน้ำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยต้องรด ดินไม่มีความชื้นเลย และที่สำคัญคือ รสชาติของมันเภาไม่หวานและกรอบเหมือนเดิม ผลผลิตก็ลดลงไปกว่าร้อยละ 30  ชาวบ้านจากลุ่มน้ำสงคราม ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม เล่าว่าชุมชนได้รับผลกระทบจากน้ำโขงหนุนกว่าสามเดือน ปีที่ผ่านมาน้ำท่วมหนักกว่าทุกปี ทุกวันนี้น้ำสงครามก็ขึ้นๆลงๆ ตามระดับการขึ้นลงของแม่น้ำโขง ปกติแม่น้ำสงครามจะมีหาดทรายตามริมฝั่งน้ำ เช่นที่บ้านป่ายาง แต่หน้าแล้ง ปีนี้ไม่มีหาดทรายเช่นเคย ระดับน้ำในแม่น้ำสุงกว่าเดิม 50-1.เมตร โดยบางพื้นที่จะห่างจากปากแม่น้ำกว่า 40 กิโลเมตร แต่ปริมาณน้ำโขงก็ยังไหลเข้าไปได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่ม  เมื่อหาดทรายไม่เกิด  ก็ทำให้การหาหอยทรายช่วงแล้งของชาวบ้านหายไป หอยทรายมักจะอาศัยอยู่ริมหาดและมีราคาสูงถึงกิโลละ 300 บาท นอกจากนั้นพื้นที่ในตำบลของเธอประสบภาวะน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว โดยได้รับช่วยเหลือภัยพิบัติกว่า 31 ล้านบาทของทั้ง ตำบลสามผง ซึ่งเธอเห็นว่าภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำท่วมดังกล่าว รัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน แต่เป็นการช่วยเหลือกรณีที่ภาวะน้ำท่วมจากแม่น้ำโขงนั้น เป็นเรื่องยากมากที่รัฐจะเข้ามาช่วยเหลือ คณะกองเลขาฯ ได้นัดกับ นางสาวแพงจันทร์ บัวโรย “กลุ่มรักนกบึงกาฬ” เพื่อลงไปดูพื้นที่อยู่อาศัยของนกริมหาด ในตัวเมืองบึงกาฬ ตรงข้ามปากแม่น้ำซัน เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซย สปป.ลาว โดย ชายหาดที่ยาวเกือบ 2 กิโลเมตร เป็นหาด 3 ระดับ ระดับแรก ทรายที่มาทับถมบริเวณเชื่อมต่อกับฝั่งมีป่าแซง ป่าอ้อหนาแน่นมากและเป็นตัวดักตะกอนทรายให้ทับถมเป็นดอนสูงมากขึ้น ไล่ลงมาคือหาดทรายสะอาด มีต้นหญ้าและต้นไม้ขนาดต่ำขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งจุดนี้เป็นที่อยู่อาศัยของนกแอ่นทุ่งเล็กและนกขาโตหัวเหลือง นกอพยพที่มาวางไข่ในจุดนี้ทุกปี ส่วนหาดทรายระดับต่ำสุดเชื่อมกับน้ำโขง มีหญ้าขึ้นหนาแน่นเนื่องจากมีดินตะกอนปะปนอยู่บ้าง พื้นที่หาดทรายระดับที่ๆสอง เป็นที่ชื่นชอบของนกที่มาวางไข่ เพราะมีต้นหญ้า กอหญ้าเล็ก ๆ ขึ้นประปราย หาดทรายสะอาดทอดยาวเหยียดสงบอยู่ไกลผู้คน จึงเป็นที่ปลอดภัยให้บรรดานกกลับมาวางไข่ที่หาดเดิมทุก ๆ ปี  นกพวกนี้จับคู่เดิมทุกปี เป็นนกที่ไม่กลัวคน อาศัยอยู่เป็นฝูงๆ  เมื่อนกจับคู่แล้วก็จะเริ่มวางไข่ โดยเลือกพื้นทรายและทำหลุมเล็กใต้ต้นไม้ กอหญ้า เล็ก ๆ พอกำบัง อายุของนกวางไข่และฟักไข่ประมาณ 26-29 วัน พร้อมที่จะเติบโตได้ นกเหล่านี้จะวางไข่ประมาณ 1-4 ฟอง แต่ส่วนใหญ่สำรวจพบคือประมาณ 2 ฟอง และเคยสำรวจพบนกที่อายุ 3 สัปดาห์แล้วลูกนกยังวิ่งตามแม่ได้นั่นแสดงว่า นกขยายพันธุ์ได้แล้ว กลุ่มอนุรักษ์นกเล่าว่าในปี 2561 ได้สำรวจรังนกแอ่นทุ่งเล็ก โดยจับพิกัด GPS จุดวางไข่ตลอดชายหาด พบว่ามีมากถึง 21 รัง แต่ปีนั้นอัตราการรอดของนกน้อยมากเนื่องจากการปล่อยน้ำของเขื่อนตอนบนในจีนมากกว่า 3 รอบ ทำให้ไข่นกเสียหายไปมาก และมีขยะลอยมาติดอยู่บนหาดเยอะมาก นกแอ่งทุ่งเล็กบางครอบครัวก็ลงไปวางไข่ในแก้วพลาสติก ถ้วยโฟม ที่มีทรายอยู่ด้านใน แต่ส่วนใหญ่ไข่เหล่านั้นก็ไม่รอดเช่นกัน เพราะเวลาระดับน้ำเพิ่มขึ้น น้ำก็เข้าไปในท่วมไข่นกและฟักไม่ได้ อัตราการรอดของนกก็ลดลงอีก “ปีนี้มีภัยคุกคามนกแบบใหม่คือ การท่องเที่ยว  ปีนี้มีการเปิดหาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวช่วงหน้าแล้ง มีการปรับหาดทรายเพื่อเป็นถนนลงไปยังหาดและปรับพื้นที่เป็นทางวิบากให้มอเตอร์ไซด์ได้ลองวิ่งบนหาดทรายด้วย ทำให้มีรถยนต์หลายคันวิ่งลงมาถึงหาดทรายและวิ่งทับรังนกโดยที่เขาไม่รู้ ทางกลุ่มได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเทศบาลบึงกาฬถึงความสำคัญของหาดแห่งนี้ แต่อาจจะยังไม่ทันการ”